พิธีทอดกฐิน ณ วัดป่านาแก

Left1 Left2
พิธีทอดกฐิน ณ วัดป่านาแก
Right1 Right2

ความเป็นมา ของกฐิน

กฐิน ( บาลี: กฐิน) เป็นศัพท์ใน พระวินัยปิฎก เถรวาท  

เป็นชื่อเรียกผ้า ไตรจีวร ที่ พระพุทธเจ้า ทรงอนุญาต
ให้ ภิกษุ ผู้อยู่ จำพรรษา ครบ ๓ เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้  

โดยคำว่าการทอดกฐิน หรือการกรานกฐิน
จัดเป็น สังฆกรรม ประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติ
เถรวาท ที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้
ได้นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึง
วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เท่านั้น

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์
และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด   
ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ
ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่าย มหายาน
บางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัย เถรวาท
การได้มาของผ้าไตร จีวร อันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้
พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน   ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธี
การถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น
จัดเป็น สังฆทาน   คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์  
ยกให้   แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ   ( ญัตติทุติยกรรมวาจา) และ กาลทาน  
ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี
จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ประเทศไทย

ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านาน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์
โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี
ในปัจจุบันถวายผ้ากฐิน เป็นการสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์
ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ
เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน

กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง ๑ เดือน
คือตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ( วันเพ็ญเดือน ๑๒)
ระยะเวลานี้เรียกว่า   กฐินกาล   คือระยะเวลา   ทอดกฐิน   หรือ   เทศกาลทอดกฐิน

ความหมายและความสำคัญของการถวายกฐิน
ความหมายของกฐิน
กฐิน   เป็นศัพท์ บาลี   แปลตามศัพท์ว่า ไม้สะดึง   คือ “กรอบไม้” หรือ “ไม้แบบ”
สำหรับขึงผ้าที่จะเย็บเป็น จีวร ในสมัยโบราณ ซึ่งผ้าที่เย็บสำเร็จจากกฐินหรือไม้สะดึงแบบนี้เรียกว่า  
ผ้ากฐิน   ( ผ้าเย็บจากไม้แบบ)

กฐิน อาจจำแนกตามความหมายเพื่อความเข้าใจง่ายได้ดังนี้
๑.กฐิน   เป็นชื่อของกรอบไม้แม่แบบ (สะดึง) สำหรับทำจีวร ดังกล่าวข้างต้น
๒.กฐิน   เป็นชื่อของผ้าที่ถวายแก่พระสงฆ์เพื่อกรานกฐิน (โดยได้มาจากการใช้ไม้แม่แบบขึงเย็บ)
๓.กฐิน   เป็นชื่อของงานบุญประเพณีถวายผ้าไตรจีวรแก่พระสงฆ์เพื่อกรานกฐิน
๔.กฐิน   เป็นชื่อของสังฆกรรมการกรานกฐินของพระสงฆ์ความสำคัญพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่น
การถวายกฐินนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งทำให้การถวายกฐินมีความความพิเศษแตกต่างจากทานอย่างอื่นดังนี้

๑.จำกัดประเภททาน   คือ   ต้องถวายเป็น สังฆทาน เท่านั้น
จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้

๒.จำกัดเวลา   คือกฐินเป็น กาลทาน อย่างหนึ่ง (ตามพระบรมพุทธานุญาต)
ดังนั้นจึงจำกัดเวลาว่าต้องถวายภายในระยะเวลา ๑ เดือน นับแต่ วันออกพรรษา   เป็นต้นไป

๓.จำกัดงาน   คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐิน

๔.จำกัดไทยธรรม   คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่พระวินัยกำหนดไว้

๕.จำกัดผู้รับ   คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษา
และจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ รูป

๖.จำกัดคราว   คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ ๑ ครั้งเท่านั้น

๗.เป็นพระบรมพุทธานุญาต   ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต
เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขา ทูลขออนุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเอง  
นับเป็นพระประสงค์โดยตรง ฯล
——————————————————–
ที่มา : พระไตรปิฎก อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๒ กฐินขันธกะ

          ภิกษุปาไฐยรัฐเดินทางเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เป็นต้น
——————————————————–

  • ธรรมเนียมแนวทางปฏิบัติ วัดหนองป่าพงและสาขา

เกี่ยวกับกฐิน เป็นการทรงไว้ซึ่งพระธรรมวินัย ตามพุทธบัญญัติ ให้พระภิกษุสงฆ์ ผู้จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส

ได้ร่วมกันทำผ้าจีวร,สบง,สังฆาฏิ ให้พระภิกษุ ผู้มีจีวรสบง,ขำรุดเสียหาย,เก่าคร่ำคร่า,ทำให้เพื่อใช้สะดวก

ก่อนออกเดินทางจาริกไปในทิศทั้ง ๔ ปฏิบัติศาสนกิจ ธุดงค์,กิจธุระ เป็นต้น

  • การใชผ้าขาว

เพื่อพระภิกษุจะได้ ศึกษาเรียนรู้ขั้นตอนการทำผ้า ตั้งแต่การกะ,ตัด,เย็บ,ซักย้อม,ให้ผ้านั้นได้สีพอเหมาะกับการทรง,ครองได้อย่างเหมาะสม เช่นสี ,เหลืองหม่น,แดงคล้ำ,ดำโคลน, ส่วนผ้าที่เหลือจากการใช้ทำจีวรให้พระภิกษุแล้ว, ยังต้องให้แม่ชี, อนาคาริกา ผู้เข้ามาเตรียมบวช ก็ได้ใช้ด้วย ฯล

  • การแสวงหาผ้ากฐินของพระสงฆ์

ครั้งพุทธกาลพระสงฆ์ หาผ้าด้วยความลำบาก ต้องหาผ้าตามป่าช้า ใช้พันศพ ผ้าเขาทิ้ง ผ้าไม่มีเจ้าของ ผ้าตกตามที่ต่างๆ พระสงฆ์ต้องต้องบังสุกุล ด้วยสมณสัญญา แล้วนำมาใช้ทำเป็นสบง,จีวรผ้านุ่งห่ม

 แต่ในปัจจุบัน มีอุบาสกอุบาสิกา จัดหานำมาถวายพระภิกษุสงฆ์ ทั้งปวารณาด้วยปัจจัย ๔ ตามสมควร

  • กฐินของอุบาสกอุบาสิกา

วัดหนองป่าพง และสาขา จะให้ความสำคัญ ในการมีส่วนร่วมมุ่งเน้น โดยส่วนรวม ก่อให้เกิดพลังสามัคคี ไม่ได้เจาะจงเฉพาะบุคคลใด บุคคลหนึ่งมาปักจอง,เป็นเจ้าภาพ หรือเป็นเจ้าของกฐินโดยผู้เดียว ซึ่งก็จะให้ร่วมกันเป็นกฐินสามัคคี อุบาสกอุบาสิกา พร้อมเพรียงกันนำมาทอดถวาย จึงเป็นรูปแบบ ธรรมเนียมปฏิบัติ

 ที่ทำให้เกิดความสุข สูงสุดตรงตามหลักธรรม คำสอนพระพุทธศาสนา ฯล

Discover more from วัดป่านาแก

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading